วัดจำปาทอง
ตั้งอยู่ที่ตำบลโพประจักษ์ เป็นสถานที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อคราวเสด็จประพาสในการล่องแม่น้ำน้อย
.province-hub-main{max-width:1140px;margin:36px auto 80px;padding:0 20px} .province-hub-main h1{line-height:1.4;color:#0e382f} .province-hub-note{padding:16px 20px;border-left:4px solid #b7791f;background:#fff8e8;color:#5c4b2a;line-height:1.75} .province-place-grid{display:grid;grid-template-columns:repeat(auto-fill,minmax(300px,1fr));gap:16px;margin:24px 0} .province-place-card{border:1px solid #dce5e1;border-radius:14px;padding:18px;background:#fff} .province-place-card h2,.province-place-card h3{font-size:1.08rem;line-height:1.55;margin:0 0 10px} .province-place-card h3 a{color:#0e382f} .province-place-card p{line-height:1.75;color:#52635d} .province-place-card .province-place-meta{font-size:.84rem;color:#64736d;margin-bottom:0} .province-hub-breadcrumb{margin-bottom:20px;color:#52635d} @media(max-width:600px){.province-place-grid{grid-template-columns:1fr}}
หน้านี้รวบรวม 21 ระเบียนสถานที่ที่มีชื่อจังหวัดตรงกับสิงห์บุรี ในชุดข้อมูลที่เว็บไซต์บันทึกไว้
แหล่งข้อมูลต้นทาง: TAT Data API · ค้นหาหรือเลือกจังหวัดอื่น
ตั้งอยู่ที่ตำบลโพประจักษ์ เป็นสถานที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อคราวเสด็จประพาสในการล่องแม่น้ำน้อย
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตั้งอยู่ที่บ้านเจดีย์หัก หมู่ 1 ตำบลบ้านแป้ง ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีไปประมาณ 16 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดโบสถ์ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดโบสถ์มาก่อน ก่อตั้งโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีและอุทัยธานี
ตั้งอยู่ตำบลบางกระบือ เป็นวัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ หรือปางห้ามสมุทรที่มีความงดงาม ศิลปะสมัยสุโขทัยขนาดใหญ่ 2 องค์ คือ หลวงพ่อทรัพย์ สูง 6 วา 7 นิ้ว และหลวงพ่อสิน สูง 3 วา 3 ศอก 5 นิ้ว เป็นที่เคารพเลื่อมใสของประชาชนทั่วไป บริเวณด้านหน้าเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อสิน ส่วนด้านหลังประดิษฐานหลวงพ่อทรัพย์ ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้านอย่างมาก ทั้งยังมีการเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อสององค์นี้
ตั้งอยู่ตำบลบางระจัน มีพื้นที่ทั้งหมด 115 ไร่ เป็นสวนรุกขชาติ และอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน มีรูปหล่อประติมากรรมวีรชนค่ายบางระจันทั้ง 11 คน สร้างโดยกรมศิลปากร ปรากฏเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวน ซึ่งหัวหน้าชาวค่ายบางระจัน 11 คน ได้แก่ นายแท่น นายอิน นายเมือง นายโชติ นายดอกไม้ นายทองแก้ว ขุนสรรค์สรรพกิจ นายพันเรือง นายทองแดงใหญ่ นายจันเขียว (นายจันหนวดเขี้ยว) และนายทองเหม็น ค่ายบางระจันมีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ความกล้าหาญและเสียสละของวีรชนไทยที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน 3 ปีระกา พ.ศ. 2308 ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจันได้รวมพลังกันต่อสู้กับกองทัพข้าศึกซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล โดยข้าศึกต้องยกทัพเข้าตีหมู่บ้านนี้ถึง 8 ครั้ง ใช้เวลา 5 เดือน จึงเอาชนะได้ เมื่อวันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ พ.ศ. 2309 นับเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง
สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดกระดังงา เป็นวัดร้างตั้งแต่สมัยสงครามกับพม่าและเสียกรุงครั้งที่ 2 โดยได้ขุดค้นพบเศียรพระหินทรายเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างโบราณวัตถุที่พบ คือ หลวงพ่อดำ ประดิษฐานอยู่บริเวณหลังวัด ขุดพบใต้ดินอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัด ต่อมาเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบ หลังมีอิสรภาพจากพม่า ชาวบ้านจึงได้กลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่ จนประมาณปี พ.ศ. 2424 นายโคกร่วมกับชาวบ้านได้ก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ณ ที่ตั้งวัดปัจจุบันซึ่งใกล้กับวัดเดิม และตั้งชื่อว่า วัดม่วงชุม โดยชื่อวัดม่วงชุมมาจาก ชาวบ้านบางระจันได้ไปชุมนุมกันที่ใต้ต้นมะม่วงเพื่อที่จะทำการสร้างวัด จึงได้ชื่อว่า วัดม่วงชุม แปลว่า ชุมนุมใต้ต้นมะม่วง ทั้งนี้จะมีการจัดงานตักบาตรดอกไม้ในช่วงเทศกาลวันเข้าพรรษาของทุกปี
ตั้งอยู่ตำบลจักรสีห์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ (พระนอนองค์ใหญ่) มีพุทธลักษณะแบบสุโขทัยที่มีความงดงามมาก มีความยาว 47 เมตร 42 เซนติเมตร พระพักตร์หันไปทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก นอกจากนี้ มีพระกาฬ เป็นพระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และพระแก้ว พระปางขัดสมาธิเพชรพุทธลักษณะงดงาม ทั้งพระกาฬและพระแก้วสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นพระประธานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ
ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงหมู่ ตรงข้ามวิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 ประมาณกิโลเมตรที่ 134-135 (ทางไปอำเภอพรหมบุรี)
อยู่บนถนนสังฆราช ริมฝั่งตะวัน ออกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากแม่น้ำลพบุรี ตำบลบางพุทรา
ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลบางกระบือ อยู่เลยจากวัดประโชติการามไปเล็กน้อย มีโบสถ์รูปทรงสมัยใหม่ที่งดงามไม่เหมือนโบสถ์แห่งไหนที่สร้างอยู่บนฐานศาลาการเปรียญหลังเก่า
ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ในเขตตำบลบางน้ำเชี่ยว ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ 400 เมตร
ตั้งอยู่ที่ตำบลพรหมบุรี สันนิษฐานว่ามีการตั้งชื่อวัดนี้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีศิลาจารึกเป็นภาษาจีนที่กล่าวไว้ว่า ชาวจีนได้แล่นเรือกำปั่นมาทำการค้าขายกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองลพบุรี ร่วมกับฝรั่งชาติฮอลันดา และได้สร้างโบสถ์วัดอัมพวันขึ้นเป็นครั้งแรก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2511 อุโบสถหลังเก่าทรุดโทรมและพุพังอย่างมาก จึงได้มีการรื้อถอนและสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2513
ตั้งอยู่ในเขตบ้านพระนอนจักรสีห์ ตำบลจักรสีห์ เดิมชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดหัวเมือง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เปลี่ยนชื่อเป็น วัดหน้าพระธาตุ ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าสถานที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า
ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลชีน้ำร้าย เดิมชื่อว่า วัดทะยาน กร่อนมาจากคำว่า ท้ายย่าน มีเรื่องเล่าว่าเคยมีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาพบวัดร้างนี้ เห็นว่าบริเวณโดยรอบมีต้นไทรขึ้นอยู่หนาแน่น จึงบอกชาวบ้านให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดไทร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดแห่งนี้มีลักษณะพิเศษ คือเป็นวัดที่มีรากต้นโพธิ์ยึดกำแพงโบสถ์ที่ประดิษฐานองค์พระประธานไว้โดยรอบ องค์พระประธาน เดิมเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว หรือหลวงพ่อทะยาน ปัจจุบันเรียกว่า หลวงพ่อวัดไทร คนในท้องถิ่นเล่าต่อกันว่า แต่เดิมองค์พระประธานเป็นหุ่นปูนหุ้มแผง ต่อมาถูกทหารข้าศึกสุมไฟหลอมลอกเอาทองไปหมดเหลือแต่หุ่นปูนข้างใน องค์พระพุทธรูปถูกตัดเศียรไป ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันนำเงินมาบูรณะต่อเศียรพระพุทธรูป
ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลบางระจัน เป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจันใช้เป็นที่ตั้งมั่นในการต่อต้านข้าศึกที่ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2308 ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดไม้แดง เพราะภายในบริเวณมีต้นไม้แดง ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งอยู่หลายต้น และชาวบ้านช่วยกันรักษาไว้เป็นอย่างดี บริเวณวัดมีวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ เป็นวิหารทรงจัตุรมุข พระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้ที่ชาวบ้านบางระจันเคารพนับถือและยึดถือเป็นกำลังใจในการต่อสู้ข้าศึก
ตั้งอยู่ตำบลวิหารขาว ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ ซึ่งหลวงพ่อแพ เขมังกโร หรือ พระเทพสิงหบุราจารย์ เคยเป็นเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี และมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งท่านได้พัฒนาด้านศาสนสถานภายในวัดพิกุลทอง และส่งเสริมการเรียนพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร
ตั้งอยู่ที่บ้านบางมอญ ตำบลต้นโพธิ์ ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ห่างจากศาลากลางจังหวัดหลังเก่าไปทางลำน้ำเจ้าพระยาประมาณ 2 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 311 (สิงห์บุรี-อินทร์บุรี) กิโลเมตรที่ 11-12 เลยจากวัดกระดังงาบุปผารามไปประมาณ 5 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรี ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 311 เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี (สายเก่า) กิโลเมตรที่ 14-15 ไปประมาณ 16 กิโลเมตร
ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 บ้านโคกหม้อ ตำบลเชิงกลัด ภายในบริเวณวัดมีพระปรางค์ศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ 21 สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช